[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.0
สถานีวิทยุชุมชน ไทกาฬสินธุ์
 
Username :
Password :
[ สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]
สมาชิกทั้งหมด 4 คน
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 0 คน

   คุณคิดว่าเวปนี้เป็นอย่างไร


  1. ดีมาก
  2. ดี
  3. ปานกลาง
  4. แย่
  5. แย่มาก



  
ข้อมูลจังหวัดกาฬสินธุ์  
 

ข้อมูลจังหวัดกาฬสินธุ์

                   สภาพทั่วไปของจังหวัด กาฬสินธุ์ เป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์จังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน จากหลักฐานทางโบราณคดีบ่งบอกว่าเคยเป็นที่อยู่อาศัยของเผ่าละว้า ซึ่งมีความเจริญทางด้านอารยธรรมประมาณ 1,600 ปี จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เริ่มตั้งเป็นเมืองในสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อปี พ.ศ. 2336 โดยท้าวโสมพะมิตร ได้อพยพหลบภัยมาจากดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงพร้อมไพร่พล และมาตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำปาว เรียกว่า "บ้านแก่งสำโรง” แล้วได้นำเครื่องบรรณาการเข้าถวายสวามิภักดิ์ต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ต่อมาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้า ยกฐานะบ้านแก่งสำโรงขึ้นเป็นเมือง และพระราชทานนามว่า "เมืองกาฬสินธุ์” หรือ "เมืองน้ำดำ” ซึ่งเป็นเมืองที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มาตั้งแต่สมัยโบราณกาล "กาฬ” แปลว่า "ดำ” "สินธุ์” แปลว่า "น้ำ” กาฬสินธุ์จึงแปลว่า "น้ำดำ” ทั้งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ท้าวโสมพะมิตรเป็น "พระยาชัยสุนทร” ครองเมืองกาฬสินธุ์เป็นคนแรก   

                จังหวัดกาฬสินธุ์ ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 519 กิโลเมตร มีพื้นที่ 6,947 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 4.3 ล้านไร่ อยู่สูงกว่าระดับ น้ำทะเลปานกลาง 100 - 300 เมตร ฝนตกเฉลี่ย 1,400 มม./ปี อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด 19 องศาเซลเชียส และสูงสุด 31.9 องศา เซลเซียส ภูมิประเทศเป็นป่าไม้ เทือกเขา และเนินเขา มีพื้นที่ราบที่ใช้ทางการเกษตรไม่มากนัก สภาพดินมีศักยภาพทางการเกษตรปานกลาง ประกอบด้วย ดินไร่ซึ่งส่วนใหญ่ อยู่ด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกของจังหวัด ดินนาส่วนใหญ่อยู่ทางตอนล่างของจังหวัด และดินไร่ คละดินนา กระจายทั่วไป มีดินที่มีปัญหาคือ ดินเค็มประมาณร้อยละ 10 ของพื้นที่ของจังหวัด และดินทรายซึ่งอยู่กระจัดกระจายบริเวณซีกตะวันออกของจังหวัด พื้นที่ถือครองทางการเกษตรมีประมาณ 2.3 ล้านไร่ ร้อยละ 65.2 เป็นที่นา ร้อยละ 30.4 เป็นที่ไร่ ที่เหลือเป็นไม้ยืนต้นและพืชอื่น กาฬสินธุ์ มีแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ ลำน้ำปาว ลำน้ำชี และลำน้ำยัง และยังมีลำห้วย อีกหลายสาย ที่สำคัญ ได้แก่ ห้วยโพธิ์ ห้วยสีทน ห้วยแกง และห้วยผึ้ง แหล่งน้ำชลประทานมีโครงการขนาดกลางและขนาดใหญ่ 17 โครงการ ครอบคลุมพื้นที่ชลประทานทั้งสิ้น 406,500 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 9.3 ของพื้นที่การเกษตร โครงการชลประทานขนาดใหญ่ได้แก่โครงการชลประทานลำปาว ซึ่งมีความจุเก็บกักน้ำ 1,430 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถส่งน้ำไปยังพื้นที่เพาะปลูก 338,000 ไร่ และในฤดูแล้งสามารถช่วยพื้นที่เพาะปลูกได้ 212,000 ไร่ โครงการชลประทานขนาดกลาง 16 โครงการเก็บกักน้ำได้ 76 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งน้ำเพื่อการเพาะในฤดูฝนได้ 65,830 ไร่ และฤดูแล้งได้ประมาณ 20,000 ไร่ นอกจากนี้ยังมีสถานีน้ำด้วยไฟฟ้า 16 สถานี มีพื้นที่ส่งน้ำรวม 26,400 ไร่ ปริมาณน้ำสำรองสำหรับทุกกิจกรรมของ จังหวัดประมาณ 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 4,800 ลิตรต่อคนต่อวัน กาฬสินธุ์มีพื้นที่ป่าไม้ 1.14 ล้านไร่ แต่เหลือพื้นที่ที่คงสภาพป่าเพียง 375,254 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 8.6 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด แหล่งแร่ที่สำคัญได้แก่ โปรแตสและเกลือหินใต้แอ่งโคราช พบมากที่อำเภอยางตลาด และแร่ลิกไนต์ พบที่อำเภอสหัสขันธ์ และอำเภอกุฉินารายณ์

แผนที่จังหวัด กาฬสินธุ์ https://maps.google.co.th/maps­f=q


ประวัติจังหวัดกาฬสินธุ์
              
สมัยกรุงธนบุรีประมาณ พ.ศ. 2310 พระเจ้าองค์เวียนดาแห่งนครเวียงจันทน์ ได้สิ้นพระชนม์ โอรสท้าวเพี้ยเมืองแสนได้ยกกองทัพเข้ายึดเมืองเวียงจันทน์และได้สถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินสืบแทนทรงพระนามว่า พระเจ้าศิริบุญสาร พ.ศ. 2320 ท้าวโสมพะมิตร และอุปฮาดเมืองแสนฆ้องโปง เมืองแสนหน้าง้ำ เกิดขัดใจกับพระเจ้าศิริบุญสารจึงรวบรวมผู้คนอพยพจากดินแดนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงข้ามมาตั้งบ้านเรือน บริเวณลุ่มน้ำก่ำ แถบบ้านพรรณา (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดสกลนคร) ต่อมาท้าวศิริบุญสารได้ยกกองทัพติดตามมา ท้าวโสมพะมิตรจึงอพยพต่อไปโดยแยกเป็น 2 สาย คือ สายที่ 1 เมืองแสนหน้าง้ำเป็นหัวหน้า อพยพไปทางทิศตะวันออก สมทบกับพระวอหลบหนีไปจนถึงนครจำปาศักดิ์ขอพึ่งบารมีของพระเจ้าหลวงแห่งนครจำปาศักดิ์ และตั้งบ้านเรือน ณ ดอนค้อนก่อง ต่อมาเรียกว่า ค่ายบ้านดู่บ้านแก ในปี พ.ศ. 2321 พระเจ้าศิริบุญสาร ให้เพี้ยสรรคสุโภย ยกกองทัพมาปราบพระวอตายในสนามรบ ผู้คนที่เหลือจึงอพยพไปอยู่ในเกาะกลางลำแม่น้ำมูล ชื่อว่า ดอนมดแดง (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี) สายที่ 2 มีท้าวโสมพะมิตรเป็นหัวหน้า ได้อพยพข้ามสันเขาภูพานลงมาทางใต้ และตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านกลางหมื่น ต่อมาท้าวโสมพะมิตรได้ส่งท้าวตรัยและคณะออกเสาะหาชัยภูมิที่จะสร้างเมืองใหม่ใช้เวลาประมาณปีเศษ จึงพบทำเลที่เหมาะสมคือบริเวณลำน้ำปาวและเห็นว่าแก่งสำโรงชายสงเปลือยมีดินน้ำอุดมสมบูรณ์ จึงอพยพผู้คน มาตั้งบ้านเรือนและได้จัดตั้งศาลเจ้าพ่อหลักเมือง พ.ศ. 2336 ท้าวโสมพะมิตรได้นำเครื่องบรรณาการ คือ กาน้ำสัมฤทธิ์ เข้าถวายสมามิภักดิ์ต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี และขอตั้งบ้านแก่งสำโรง ขึ้นเป็นเมืองได้รับพระราชทานว่า กาฬสินธุ์ และได้แต่งตั้งให้ ท้าวโสมพะมิตรเป็น พระยาชัยสุนทร พ.ศ. 2437 สมัยพระยาชัยสุนทร (ท้าวเก) ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองเป็นแบบเทศาภิบาล มี มณฑล อำเภอ ตำบล และให้เมืองกาฬสินธุ์ เป็น อำเภออุทัยกาฬสินธุ์ ขึ้นกับจังหวัดร้อยเอ็ด วันที่ 1 สิงหาคม 2456 ได้ยกฐานอำเภออุทัยกาฬสินธุ์เป็น จังหวัดกาฬสินธุ์ ให้มีอำนาจปกครอง อำเภออุทัยกาฬสินธุ์ อำเภอสหัสขันธ์ อำเภอกุฉินารายณ์ อำเภอกมลาไสย และอำเภอยางตลาด โดยให้ขึ้นต่อมณฑลร้อยเอ็ด วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2474 จังหวัดกาฬสินธุ์ถูกยุบเป็นอำเภอ ขึ้นกับจังหวัดมหาสารคาม และ 1 ตุลาคม 2490 ได้ยกฐานะเป็น จังหวัดกาฬสินธุ์ จนถึงปัจจุบัน

การตั้งเมืองกาฬสินธุ์
         กลุ่มเจ้าโสมพะมิตเข้าไปตั้งถิ่นฐานบริเวณบ้านผ้าขาว บ้านพันนา ในลุ่มน้ำสงคราม บริเวณใกล้พระธาตุเชิงชุมในเขตจังหวัดสกลนครปัจจุบัน ขณะนั้นมีไพร่พลประมาณ ๕,๐๐๐ คนเศษ ต่อมาได้อพยพไพร่พลของตนข้ามเทือกเขาภูพานไปอาศัยอยู่ที่บ้านกลางหมื่น (ปัจจจุบันอยู่ในตำบลกลางหมื่น อำเภอเมือง ฯ )ต่อมาได้อพยพไปอยู่บริเวณแก่งสำเริง ริมแม่น้ำปาว ซึ่งเป็นที่ตั้งของตัวจังหวัดกาฬสินธุ์ในปัจจุบัน แล้วได้ลงไปเฝ้า ฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่กรุงเทพ ฯ ขอพระราชทานตั้งเมืองทำราชการขึ้นตรงต่อกรุงเทพ ฯ ขอพระราชทานตั้งเมือง ในปี พ.ศ.๒๓๒๕ เจ้าโสมพะมิตได้ส่งบรรณาการต่อกรุงเทพ ฯ โดยผ่านทางเวียงจันทน์ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๓๓๖ เจ้าโสมพะมิตได้ลงไปกรุงเทพ ฯ ขอพระราชทานตั้งเมือง และได้มีพระบรมราชโองการ ฯ ยกฐานะบ้านแก่งสำเริง ขั้นเป็นเมืองกาฬสินธุ์ และโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าโสมพะมิตเป็นที่พระยาไชยสุนทร เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ ต่อมาถึงปี พ.ศ.๒๓๔๕ ได้มอบให้ท้าวหมากแพง บุตรพระอุปชาเป็นผู้ว่าการเมืองกาฬสินธุ์ต่อมา อาณาเขตเมืองกาฬสินธุ์ ได้กำหนดไว้กว้าง ๆ คือทิศเหนือตั้งแต่แม่น้ำพองข้างเหนือมาตกแม่น้ำชีข้างตะวันตก ทิศตะวันออกตั้งแต่ลำน้ำพองตัดลัดไปห้วยไพรธาร ไปเขาภูทอกศอกดาว ตัดไปบ้านผ้าขาวพันนา บ้านเดิมยอดลำน้ำสงครามตกแม่น้ำโขงเขตฝ่ายตะวันออก ต่อแดนเมืองนครพนม และเมืองมุกดาหาร ผ่านภูเขาภูพานตัดมาถึงภูหลักทอดยอดยังแต่ยอดยังตกแม่น้ำลำพระชัย เป็นเขตข้างใต้ ทิศตะวันตกลำน้ำพระชัยต่อแดนเมืองร้อยเอ็ด และต่อแดนเมืองยโสธร

คำขวัญจังหวัดกาฬสินธุ์
       หลวงพ่อองค์ดำลื่อเลื่อง เมืองฟ้าแดดสงยาง โปงลางเลิศล้ำ วัฒนธรรมผู้ไทย ผ้าไหมแพรวา ผาเสวยภูพาน มหาธารลำปาว ไดโนเสาร์สัตว์โลกล้านปี

เมืองฟ้าแดดสงยาง
        คำว่า "สง” หมายถึง ป่าไม้ที่มีไม้ประเภทเดียวกันหมด สงยาง จึงน่าจะหมายถึงป่ายาง มากกว่าจะเป็นสูงยางส่วนคำว่า ฟ้าแดด สันนิษฐานว่า เป็นคำอุปมาอุปไมยเชิงอวดอ้าง ถึงความยิ่งใหญ่ของคนโบราณว่า อาณาเขตเมืองนี้นั้นกว้างไกลเท่าแผ่นและผืนแดด สุดลูกหูลูกตา ฟังดูเหมือนเหลือเชื่อ แต่ก็มีที่มาของคำอวดอ้างจริง ๆ หลักฐานโบราณวัตถุที่ขุดพบที่บ้านเสมา ต.หนองแปน อ.กมลาไสย เป็นใบเสมาหินทรายสลักภาพ พุทธประวัติจำนวนมาก สลักเสลาลวดลายบ้างไม่สลักบ้าง ทั้งที่แตกหักและสมบูรณ์ พบมากจนชาวบ้านนำเอาชิ้นที่แตกหัก ไปทำหินลับมีด แต่ที่สมบูรณ์ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรมีมากถึง 130 แผ่น และที่นักโบราณคดียกย่องให้เป็น ชิ้นเอก ก็คือ เสมาหินสลักภาพพระพุทธประวัติตอน พระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากกรุงกบิลพัสดุ์ พร้อมด้วยพระเจ้าสุทโธทนะและพระราหุล ครั้นเมื่อนางยโสธราพิมพามาเข้าเฝ้า ก็ทรงแสดงการสักการะอย่างสูงสุด ด้วยการสยายพระเกศา เช็ดพระบาทองค์พระพุทธเจ้า จึงเรียกว่า เมาหินภาพ "พิมพาพิลาป” "ความจริงมีการใช้กันทั้งสูงยาง และสงยางก็ไม่น่าจะเป็นเพียง เมืองที่มีต้นยางสูงเท่านั้น” นอกจากใบเสมาที่บอกเล่าเรื่องราว ของพุทธประวัติแล้ว ยังพบว่าเสมาหินบางชิ้น ที่ผุดขึ้นมาจากแผ่นดิน มีลักษณะเป็นเพียงแท่งหินธรรมดา ไม่ได้ขัดแต่งให้มีรูปร่างอย่างใบเสมา ทำให้สันนิษฐานว่านี่คือเสมาในยุคที่เรียกว่า "หินตั้ง” ซึ่งมีประวัติเก่าแก่กว่า 2,500 ปีมาแล้ว ซึ่งคนในยุคนั้น จะฝังร่างผู้ตายไปพร้อมกับทรัพย์สมบัติ แล้วทำหินตั้งขึ้นล้อมรอบอาณาเขต ของหลุมศพไว้ เรื่องราวดังกล่าวย่อมบอกเล่าถึงความเป็น "เมืองฟ้าแดดสงยาง” เมืองแห่งอารยธรรมโบราณ ที่ยิ่งใหญ่อีกหนึ่งของฝากฝั่งอีสาน ในดินแดนประเทศไทย อนุสาวรีพระยาชัยสุนทร

                       

                                          ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์

โปงลางเลิศล้ำ
                  โปงลาง หรือ หมากกลิ้งกล่อมหมากเดอะดิน หมากเติดเติ่ง นั้น ตำนานเล่าว่า เป็นเครื่องดนตรีที่พัฒนามาจาก เกราะลอ หรือ ขอลอ ของท้าวพรหมโคตร ผู้ซึ่งอพยพครอบครัวมาจากฝั่งลาว มาตั้งถิ่นฐานอยู่ ที่บ้านกลางหมื่น จ.กาฬสินธุ์ โดยใช้ไม้หมากเลือม(ไม้เนื้ออ่อนสีขาว มีเสียง กังวาน) ตัดเป็นท่อน เจาะรูแล้วใช้เถาวัลย์ร้อยเรียงลำดับกันไป 6 ท่อน ใช้ตีไล่นกกาที่มาทำลายพืชไร่ ต่อมา นายปาน ผู้ได้รับการถ่ายทอด จากท้าวพรหมโคตรได้ปรับปรุงเกราะลอจาก 6 ลูก เป็น 9 ลูก และได้ถ่ายทอดศิลปะ แขนงนี้ต่อไปยังนายขาน ผู้เป็นน้องนายขานได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญในศิลปะด้านนี้ โดยถ่ายทอดวิชาความรู้ในแก่ผู้สนใจทั่วไป ในจำนวนนี้มี นายเปลื้อง ฉายรัศมี ชาวบ้านผู้หนึ่งที่ให้ความสนใจศึกษา รับการถ่ายทอดความรู้ไว้อย่างละเอียด จนประมาณ ปี พ.ศ. 2490 นายเปลื้อง ได้นำเกราะลอเข้าไปตีในหมู่บ้าน โดยตีร่วมกับการเล่นดนตรีอีสานชิ้นอื่น ๆ ทำให้มีความสนุกนาน เร้าใจ เป็นที่ชื่นชอบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

วัฒนธรรมผู้ไทย
              ถ้าจะพูดถึงวัฒนธรรมผู้ไทย ก็ต้องนึกถึงผู้ไทยของบ้านโคกโก่ง อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอกุฉินารายณ์ ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 19 กม. เป็นกลุ่มชนที่อพยพ มาจากเมืองน้ำน้อยอ้อยหนู ในแคว้นสิบสองจุไท เคลื่อนย้ายผ่านเวียดนามและลาว ข้าม ฝั่งแม่น้ำโขง เข้ามาตั้งแต่หลักแหล่งอยู่ทางอีสานของไทยที่ยังดำรงชีวิตในแบบดั้งเดิม รักษาวัฒนธรรม ของบรรพบุรุษไว้อย่างเต็มรูปแบบ ชาวผู้ไทยบ้านโคกโก่ง มีอยู่ประมาณร้อยกว่าหลังเรือน ประชากรประมาณ 600 คน พร้อมใจกันเปิดเป็น หมู่บ้านท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม จัดแบบที่เรียกว่า โฮมสเตย์ ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยการบายศรีสู่ขวัญ ร่วมวงรับประทานอาหารแบบ พาแลง ที่มี ข้าวเหนียวนึ่งแกงอ่อมหวาย ปลาย่างจิ้มแจ่ว คั่วแมลงาต่างๆ และผักสดพื้นบ้าน มีการแสดงวัฒนธรรม โดยการฟ้อนผู้ไทย ทั้งสาวน้อยสาวไม่น้อย และนักท่องเที่ยวร่วมกันฟ้อนอย่างสนุกสนาน และจัดพิธีกรรมที่สำคัญ คือ พิธีเหยา เป็นการรักษาผู้ป่วย โดยขอขมาผีที่ทำให้เจ็บป่วย พิธีเลี้ยงผีเชื้อ เป็นการขอบคุณวิญญาณ บรรพบุรุษที่หมอเหยาใน หมู่บ้าน จัดขึ้น พิธีเลี้ยงผีบ้าน และ พิธีเลี้ยงเจ้าปู่เจ้าตาประจำหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังจัด ประเพณีลงข่วง ให้ดูอีกด้วย ลงข่วงหมายถึงยามฤดูหนาว ในช่วงกลางคืนชาวบ้านจะมา นั่งรวมกันบริเวณลานบ้าน บ้างปั่นไหม บ้างปั่นฝ้าย ถ้าคืนไหนจะลงข่วง สาว ๆ จะพากันออกไปหาฟืน เรียกว่าไปเอาหลัว หลังอาหารเย็น ก็จะมานั่งรองกองไฟทำงานไปคุย ไปช่วงนี้หนุ่ม ๆ ก็ถือโอกาสมาเกี้ยวพาราสี เล่นดนตรีโต้ตอบกันเป็นกลอน พื้นบ้าน ที่เรียกว่า ผญา พอถึงเช้าชาวผู้ไทยบ้านโคกโก่ง ก็แต่งชุดผู้ไทย พากันมาใส่บาตรจากนั้น ก็จะชวนกันไปชม ธรรมชาติ สมุนไพรพื้นบ้าน และน้ำตกลือชื่อของอุทยานแห่งชาติ ภูผาวัว ใกล้ๆ หมู่บ้านนั้นเอง นอกจากนี้ หมู่บ้านวัฒนธรรมผู้ไทยโคกโก่ง ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ยังได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยอดเยี่ยมประจำปี 2543 (Thailand tourism award) ประเภทแหล่งท่องเที่ยวเมือง และชุมชน ในการประกวดรางวัลอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ครั้งที่ 3 จากการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย อีกด้วย

วัฒนธรรมผู้ไทยเอกลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์

                 ผ้าไหมแพรววา ราชินีแห่งไหม แพรวา คือคำที่ใช้เรียกผ้าทอ จากไหม ซึ่งกรราวิธีการทอ จะผสมผสานระหว่างผ้าขิดและผ้าจก คือมีการใช้เล็บ หรือขนเม่นสะกิดเส้นไหม ให้เป็นลวดลายระหว่างหารทอ โดยต้องทำไปทีละแถว ทีละเส้น พร้อมกับการพุ่งกระสวย กระแทกให้แน่นด้วยฟีม แล้วจึงขึ้นแถวต่อไปจนกว่า จะครบทั้งผืน แพรวา แต่ละผืนอาจใช้เวลากว่า 3 เดือนในการทอ มีความยาวประมาณ 1 วา หรือ 2 เมตร หญิงผู้ไทยจะใช้เป็นผ้าสไบห่มทับเสื้อ หรือพาดไหล ส่วนผู้ชายจะ ใช้เป็นผ้าโพกหัว คล้องคอ หรือคาดเอว ตามความเหมาะสม ชาวผู้ไทยถือว่าผ้าแพรวาเป็นของสูง ไม่ใช้นุ่งเป็นเหมือนผ้า ในท้องถิ่นอื่น แต่ละบ้าน จะใช้ผ้าแพรวา เพื่อใช้ในโอกาสสำคัญเพียงผืนสองผืน เท่านั้น ศิลปะอันประณีต ซับซ้อนบนผืนผ้า กว่าจะได้มาแต่ละผืนต้องใช้เวลาฝึกฝนแรมปี เมื่อก่อนการทอผ้าไหมแพรวา เป็นพียงวิถีชาวบ้านผู้ไทยเท่านั้น จนกระทั่ง เมื่อ วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน 2520 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยม พสกนิกรที่อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ทอดพระเนตร เห็นกลุ่มหญิงผู้ไทยในชุดพื้นเมืองคือ น่งุซิ้นลายมัดหมี่ สวมเสื้อแขนกระบอกสีดำ หรือสีครามเข้ม คอตั้งผ่าอกตลอด ติดแถบที่ทอลวดลาย ใช้เหรียญสตางค์เก่าสีแดงทำกระดุม และที่งดงามสะดุตา เป็นอย่างยิ่งก็คือ ผืนผ้าแพรวาพันเฉียงทับเสื้อสีดำ เมื่อืทอดพระเนตร เห็นเช่นนั้นก็ทรงสนพระทัย พระองค์ทรงมีพระราชดำรัส กับชาวบ้านว่า "ผ้านี้มาจากไหน’’ชาวบ้านกราบทูลว่าทำกันเอง สมเด็จฯ ตรัสตอบว่า "อยากได้....สวย..... มีอีกไหมจะให้ทำได้ไหม” ชาวบ้านตอบด้วยความปลื้มปิติว่า "ได้ค่ะ” จากสายพระเนตรที่ยาวไกล และน้ำพระทัยที่เปลี่ยมไปด้วยความกรุณา สมเด็จพระนางเจ้า ฯ ได้ทรงรับเอากลุ่มทอผ้าแพรวา ไว้ในโครงการศิลปาชีพ และทรงส่งเสริมให้นำผ้าแพรวา ไปตัดเป็นเสื้อผ้า กระเป๋าถือ โดยเป็นองค์ นำจากฉลองพระองค์ ที่ตัดเย็บจากผ้าแพรวา ที่ทรงออกงานบ่อยครั้งถึงวันนี้ ผ้าแพรวาเป็นที่รู้จัก ไม่เพียงแค่คนไทยเท่านั้น ในต่าง ประเทศผ้าไหมแพรวา ก็โด่งดัง ไปจนถึงยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น ลักษณะลายผ้า เป็นเอกลักษณ์เด่นในการให้สีสันลวดลาย มีลายหลักอยู่ 6 ลาย คือ ลายพันมหาอุ้มหงส์ ลายนาคสี่แขน ลายนาคสองแขน ลายช่อขันหมาก ลายดาวไต่เครือ และลายงูลอยหกไม้ มีลายแถบที่นิยมทอ ประดับแถวผ้าอีกสองรายคือ ลายดอกดาวหมู และลายดอกแปบขอ จากนั้นก็จะแตกช่อ แตกดอกออกอีกนับร้อยลาย วิธีเลือกซื้อ อย่างแรกเลย ต้องดูว่าเนื้อแน่นหรือไม่ วีง่าย ๆ ก็คือยกขึ้นส่องกับไฟ ต่อมาก็ดูลาย เริ่มจากพิจารณาลาย ตามขวางที่เป็นช่องใหญ่ เรียกว่าลายหลัก ส่วนตรงช่องเล็กนั้น เรียกว่าดอกอ้อมคั่นลาย เวลานับลายของผ้าให้นับที่ลายหลัก สำหรับผ้าไหมแพรวา ที่วางขายในจังหวัดกาฬสินธุ์เอง ราคาจะไม่แพงมากนัก เช่น ผ้า 5 เมตร ราคาประมาณ 2,300-2,500 บาท ขณะที่ในกรุงเทพฯ ราคาจะขยับไปถึง ห้าหกพันบาทก็มี ทั้งนี้ก็อยู่ที่ลายหลักด้วยเหมือนกัน เพราะขั้นตอนวิธีการ ทอเส้นใยไหมที่งดงามนี้ ผู้สร้างสรรค์ชิ้นงาน ได้ใส่ความเป็นศาสตร์ และศิลป์ของตนไว้อย่างปราณีตบรรจง มาถึงเมืองแห่งราชินีผ้าไหมแล้ว ก็น่าจะเป็นเจ้าของผ้าไหมแพรวาซักผืน คุ้มค่าจริง ๆ ผ้าไหมแพรววา

ผาเสวย ภูพาน

                     ผาเสวยนี้อยู่บนเทือกเขาภูพาน ในอำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่จริงแล้วเทือกเขาภูพาน นี้มีอาณาบริเวณกินเนื้อที่ ถึง 3 จังหวัด คือ จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม โดยเฉพาะพระตำหนัก ภูพานราชนิเวศน์ บนเทือกเขา เป็นพระตำหนักของพระองค์ท่าน เวลาเสด็จแปรพระราชฐาน ชื่อ "ผาเสวย" แต่เดิมไม่ได้ใช้ชื่อนี้ เดิมทีชาวบ้านก็เรียกกันว่า "ผารังแร้ง" มีทัศนียภาพที่งดงาม ลักษณะเป็นเหวลึก ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชัน ชาวบ้านก็ให้ชื่อแถบนี้ว่า "เหวหำหด" จนเมื่อ พ.ศ. 2497 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยี่ยมราษฎร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้เสด็จผ่านและประทับเสวยพระกระยาหาร บริเวณแถบนี้ ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันตั้งนาม ให้ผาแห่งนี้ว่า "ผาเสวย" เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตน ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

มหาธารลำปาว

                   ลำปาวหรือฉายทะเลอีสาน เป็นชื่อของเขื่อนดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ที่บอกว่าเป็นมหาธาร ก็เพราะว่าสร้างปิดกั้นลำน้ำปาว และห้วยยาง ซึ่งต่อเนื่องกันถึงสามอำเภอ นับเป็นเขื่อนอเนกประสงค์จริงๆ เพราะชาวบ้าน ที่อยู่ใต้เขื่อนก็ได้ใช้น้ำ จากเขื่อนส่งมาตามคลองชลประทาน ใช้ในการเกษตรของตนเอง ส่วนชาวบ้านที่อยู่เหนือเขื่อน ไร่นาถูกน้ำท่วมกลายเป็นเขื่อนไปแล้วก็จริง แต่ทะเลสาป เหนือเขื่อนเขาก็ทำเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา นานาชนิดชาวบ้านแถบนี้ก็เปลี่ยนอาชีพ มาจับปลาแทน ก็นับว่าเป็นอาชีพที่มีรายได้ดีพอสมควร ในบริเวณรอบ ๆ เขื่อนลำปาว ยังมีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอีกหลายแห่ง ที่ริม อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว มีหาดงดงามแห่หนึ่ง มีต้นการะเกดส่งกลิ่นหอมไปทั่วเลยกลายเป็น ที่มาของชื่อหาดว่า "หาดดอกเกด” นอกจากไม้ต่าง ๆ ที่ขึ้นตามธรรมชาติแล้ว เจ้าหน้าที่เขายังปรับปรุง ให้เป็นสวนหย่อม มีเรือรับรอง ของเขื่อนมีการจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม แถมยังมีเรือให้เช่าอีกต่างหาก เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่ออีกแหล่งของกาฬสินธุ์ รอบ ๆ เขื่อนทางด้านอื่น ๆ ก็ยังมีอุทยานสัตว์ป่าลำปาว (สวนสะออน) สวนสาธารณะให้แวะชม หลังจากชมทัศนียภาพเขื่อนอีกหลายแห่ง ภาพบรรยากาศรอบ ๆ เขื่อนลำปาว

ไดโนเสาร์ สัตว์โลกล้านปี

                 เป็นเรื่องราวของบรรดาไดโนเสาร์น้อยใหญ่ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่ ที่นักวิทยาศาสตร์จำกัดไว้ให้ ทั้งที่อิงความจริง ตามหลักวิทยาศาสตร์ และอิงกราฟิคจากเรื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้มีความรู้สึกรวมไปกับบทจริง ๆ โดยเฉพาะตัวเอก รูปหล่อแต่ใจร้าย เจ้าไทรันโนซอรัส ที่นักวิทยาศาสตร์จินตนาการ ให้ตัวใหญ่ตามโครงที่ขุดพบหน้าตาดุ ฟันโต ๆ มีที่เรียกว่าคิ้วกังฉิน ส่วนเรื่องจริงมีข้อมูลว่า ไดโนเสาร์นั้น เป็นกลุ่มของสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่ง การขุดพบซากดึกดำบรรพ์ ของบรรดาไดโนเสาร์ทั้งหลายมีทวีปอื่น ๆ ทั่วโลก รวมทั้งทวีปเอเซียของไ ทยด้วย โดยพบครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1900 ขุดพบไดโนเสาร์ปากเป็ดที่ชื่อว่า "แมนจูโรซอรัส ( Mandchurosaurus) ที่ประเทศจีน หลังจากนั้นก็ขุดพบเรื่อยๆจนถึง 95 เผ่าพันธุ์แล้วเฉพาะในจีน จัดว่าเป็นประเทศที่มีไดโนเสาร์ มากที่สุดรองจากอเมริกา ตามรอยไดโนเสาร์ ที่ภาคอีสานของไทย เชื่อไหมดินแดนภาคอีสานของเรา เป็นดินแดนดึกดำบรรพ์ถึงยุคสมัยของไดโนเสาร์ ที่เก่าแก่ที่สุดที่ขุดพบมีอายุราว ๆ 200 ล้านปี และร่องรอยที่ใหม่ที่สุดที่ขุดพบก็จะเป็น จังหวัดในภาคอีสาน เช่น เลย ชัยภูมิ หนองบัวลำภู มุกดาหาร ขอนแก่น เพรชบูรณ์ และกาฬสินธุ์ แต่ที่ค้นซากไดโนเสาร์แหล่งใหญ่ที่สุด ในประเทศไทยก็กาฬสินธุ์บ้านเรานี่แหละ เริ่มจากเมื่อปี 2531 และปี 2533 พบที่ภูผางัว วัดบ้านนาไคร้ หลังจากที่พระและ ชาวบ้านเกรดดิน เพื่อปรับพื้นที่สร้างศาลา ได้พบซากหินประหลาด กรมทรัพยากรธรณี ตรวจแล้วก็บอกว่า เป็นกระดูกไดโนเสาร์กินพืชประเภทหนึ่ง ไม่ใช่กระดูกช้าง ส่วนอีกแห่งที่ฮืมฮาก็คือ วัดป่าสักวัน ภูกุ้มข้าว อำเภอสหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ จริง ๆ แล้วพระครูวิจิตรสหัส คุณเจ้าอาวาสวัดสักกะวัน ท่านพบตั้งแต่ปี 2513 แล้ว แต่เข้าใจว่าเป็นฟอสซิลที่กลายเป็นหิน เลยเกก็บไว้ที่วัดอยู่ตั้งนานจน นักธรณีวิทยามาเห็นเข้า จังได้รู้ว่าเป็นกระดูกไดในเสาร์ ต่อมาเมื่อปี 2535 ท่านพระครู ก็พบกระดูกไดในเสาร์เพิ่มขึ้นอีก จนกระทั้งนักธรณีวิทยา ได้ขุดพบโครงกระดูกไดในเสาร์ กินพืชที่สมบูรณ์ที่สุด เท่าที่เคยพบมา ซึ่งหายไป เฉพาะส่วนหัวเท่านั้น และในหลุมเดียวกันนี้เ อง ก็ยังพบซากกระดูกไดโนเสาร์ อีกมากมายหลายร้อยชิ้นนับว่า ภูก้มข้าวแห่งนี้เป็นแหล่ง ที่มีซากไดโนเสาร์แหล่งใหญ่ที่สุด ในประเทศไทยเลยที่เดียว ขณะนี้กรมทรัพยากรธรณี ได้สร้างอาคารขึ้นมาคลุมหลุมแห่งนี่ และทุ่มงบประมาณ สร้างพิพิธภัณฑ์ซึ่ง จะเป็นศูนย์กลางการวิจัย โดยมีทั้งห้องปฎิบัติการ คลังที่เก็บรักษา ส่วนจัดแสดงนิทรรศการ ตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง โดยน่าจะแล้ว เสร็จในปี 2545 จากนั้นในปี 2538 ได้มีการพบสุสานไดโนเสาร์อีกกว่า 20 จุด บริเวณหุบเขาภูปอ เขตวัด พระอินทร์ประทานพร อ.เมืองกาฬสินธุ์ และบริเวณผนังของถ้ำหมัด พบโครงกระดูกขาหน้า และหางโผล่ทะลุผนังถ้ำออกมาอีก 3 จุด ในปี 2539 เด็กหญิง 2 คน ไปกินข้าวป่ากับครอบครัว ได้พบรอยเท้าประหลาด กลางลานหินลำห้วยเหง้าดู่ เชิงภู่แฝก เทือกเขาภูพาน บ้านนาคำ กิ่ง อ. นาคู จ. กาฬสินธุ์ จากการตรวจสอบ พบว่าเป็นรอยเท้าของเจ้าเทอร์โรฟอส กลุ่มของพวกคาร์โนซอร์ ซึ่งเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อ ซึ่งมีอยู่ถึง 7 รอ




ภาพ:ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว หรือ พิพิธภัณฑ์สิรินธร เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของ จังหวัดกาฬสินธุ์




ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด

              สัญลักษณ์ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นรูปบึงใหญ่ ตฤณชาติและเมฆพยับฝน หมายถึง สัญลักษณ์ของ ความชุ่มชื้นและความอุดมสมบูรณ์ของภูมิภาค ทิวเขาตรงสุดขอบฟ้า คือ แนวกั้นเขตแดนกับจังหวัดใกล้เคียง น้ำในบึงมีสีดำเพื่อให้ตรงกับชื่อของกาฬสินธุ์ ตั้งเป็นเมือง พ.ศ.2336 จังหวัดกาฬสินธุ์แยกจาก จังหวัดมหาสารคาม เมื่อ พ.ศ. 2490 ให้ชื่อย่อ "กส"

ต้นไม้ประจำจังหวัด ต้นมะหาด

                 เป็นไม้พระราชทานปลูกเพื่อเป็นมงคลประจำจังหวัดกาฬสินธุ์มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า "ARTOCARPUS LAKOOCHA ROXB" อยู่ในวงศ์ MORACEAE เป็นต้นไม้สูง 15 - 25 เมตร ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ รูปขอบขนาน ปลายแหลม โคนเกือบมนใบมีขนสากมือทั้งสองด้าน ใบดก ดอก ออกเป็นช่อรวมทรงเกือบกลมตามซอกใบและปลายกิ่งดอกเป็นสีเหลือง ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์ ผล กลม ผิวขรุขระ สีเขียวเมื่อสุกจะเป็นสีเหลือง ผลโตเต็มที่เกือบเท่าผลส้มเขียวหวาน เนื้อด้านในของผลเป็นสีโอลด์โรส มีรสเปรี้ยวปนหวานเล็กน้อย สามารถรับประทานได้ มี 4 - 5 เมล็ด ออกผลประมาณเดือนมีนาคม ผลแก่เดือนพฤษภาคม เนื้อไม้ หยาบและแข็งมาก นิยมใช้ก่อสร้าง ทำเครื่องดนตรี เปลือกทำเชือกได้ ราก ให้สีเหลืองใช้ย้อมผ้า สรรพคุณทางยา แก่นมะหาด ต้มน้ำดื่มเป็นยาละลายเลือด แก้ลม แก้กษัย แก้ท้องผูก ราก ต้มน้ำดื่มแก้ไข้และขับพยาธิ

ดอกไม้ประจำจังหวัด ดอกพยอม 

                      ชื่อวิทยาศาสตร์ Shorea roxburghii G. Don วงศ์ DIPTEROCARPACEAE ชื่อสามัญ Shorea white Meranti พะยอมเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15 – 20 เมตร ทรงพุ่มกลม ผิวเปลือกสีน้ำหรือเทา เนื้อไม้มีสีเหลืองแข็ง ลำต้นแตกเป็นร่องตามยาวมีสะเก็ดหนา ใบเป็นรูปมนรี ปลายใบแหลม โคนใบสอบมน ขอบใบเรียบ ด้านหลังใบมีเส้นใบชัด ดอกออกเป็นช่อ ใหญ่ส่วนยอดของต้น ดอกมีกลีบ 3 กลีบ โคนกลีบดอกติดกับก้านดอกมีลักษณะกลม กลีบดอกเรียบโค้งเล็กน้อย มีสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอม  


Powered By : Raykoweb
หจก.คนโก้โปรโมชั่น สถานีวิทยุไทกาฬสินธุ์ 95.25 MHz สถานีวิทยุไทกาฬสินธุ์ 2 100.75 MHz
21/6 ซอยเฉิดฉัน คนโก้ฯ ถนนอภัย ตำบลกาฬสินธุ์ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ 46000 043-813264 ,043-813611และ081-9757661